หน้าแรก 
 ประวัติวัดกลางบางแก้ว 
 ประวัติเจ้าอาวาส 
พระพุทธวิถีนายก (บุญ)
พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม)
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล (เจือ)
พระครูสถิตบุญเขต
 สถานที่สำคัญภายในวัด 
หอพระไตรปิฎก
พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีฯ
อุโสถวัดกลางบางแก้ว
 กระดานสนทนา 
 แผนที่วัด 
หลวงปู่มักจะเป็นผู้ถ่อมตนในการสร้างวัตถุมงคลอยู่เสมอ ใครจะมาขอมงคลวัตถุจากท่านก็ตามท่านมักจะมอบให้แล้วบอกให้ผู้รับอย่าตั้ง อยู่ในความประมาท และเมื่อมีใครก็ตามถามหลวงปู่ว่าของหลวงปู่ดีอย่างไร ท่านก็จะบอกได้แต่เพียงว่าให้ไว้เป็นที่ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพียงเท่านั้นเอง การสร้างมงคลวัตถุของหลวงปู่หากจะลำดับว่าท่านสร้างอะไรเป็นสิ่งแรก แล้วก็คงต้องบอกว่า “เบี้ยแก้” เพราะท่านสร้างมานานมาก หลังจากท่านครองเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วได้ไม่กี่ปี ผู้เขียนเคยถามท่านว่า ท่านสร้างครั้งแรกเมื่อใด ท่านตอบว่าจำไม่ได้เสียแล้วรู้เพียงว่าเมื่อเป็นเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ซึ่งก็คงจะราว ๆ ปี พ.ศ. 2485 เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. 2482 ท่านเล่าว่ามีญาติโยมเขามาขอให้ท่านทำให้ ท่านก็บอกปัดไปหลายครั้งหลายหน แต่ในที่สุดก็ทนโยมที่มาขอร้องอยู่เสมอไม่ได้จึงทำให้ไปตามความรู้ความ สามารถที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่บุญและเมื่อทำไปแล้วก็มีคนมาขอให้ทำ ให้ต่อมาโดยมิขาด ในช่วงเวลาอันยาวนานถึง 40 ปี หลวงปู่สร้างเบี้ยแก้ให้บรรดาศิษย์ และผู้เคารพ
นับถือท่านไม่น้อย ผู้ที่ได้ไปต่างก็หวงแหน เพราะเป็นของขลังประจำตัวมิได้ให้กันง่าย ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะให้ท่านทำให้ไว้คนละ 1 ตัวเท่านั้น หลวงปู่เป็นอุปัชฌาย์บวชให้กุลบุตรมาจำนวนนับพันคน ผู้ที่หลวงปู่บวชให้แต่ละคนส่วนมากก็จะมีเบี้ยแก้ของหลวงปู่เสมอไป เพราะระหว่างบวชอยู่ก็จัดเตรียมเครื่องทำเบี้ยแก้ไปถวายให้หลวงปู่ทำให้

กรรมวิธีการทำเบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่ม ผู้ที่ต้องการเบี้ยแก้จะต้องไปจัดหา หอยเบี้ย 1 ตัว ปรอทน้ำหนัก 1 บาท ชันนะโรงใต้ดินกลางแจ้ง 1 ก้อน แผ่นตะกั่วขนาด 4 x 5 นิ้ว 1 แผ่น เอาของทั้งหมดใส่ถาดพร้อมดอกไม้ธูปเทียนไปถวายหลวงปู่ท่านจะรับสิ่งของเอา ไว้ จากนั้นท่านจะเสกปรอทแล้วเทปรอทจากขวดใส่ฝ่ามือเรียกเอาปรอทใส่เบี้ย แล้วอุดด้วยชันนะโรงที่ปากหอย จากนั้นท่านจะส่งถาดคืนให้พร้อมหอยที่กรอก แล้วบางทีท่านจะบอกว่า “ไปขอให้ท่านสมุห์เจือเขาทำให้นะจ๊ะ” หมายถึงผู้ที่ทำเบี้ยแก้จะต้องเอาสิ่งของดังกล่าวไปหาพระสมุห์เจือกุฏิริม แม่น้ำนครชัยศรี สมุห์เจือก็จะเอาแผ่นตะกั่วมาห่อหุ้มหอยเบี้ยที่กรอกปรอทเอาไว้แล้วใช้ด้าม มีดเคาะจนแผ่นตะกั่วแนบสนิทกับตัวหอย ปฏิบัติการนี้นานประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จนกระทั่งแผ่นตะกั่วเรียบสนิทดี ฝีมือการเคาะนี้หากไม่มีความชำนาญ เบี้ยจะออกมาไม่สวย และเมื่อเอาให้หลวงปู่ลงจารอักขระจะจารยากมาก พระสมุห์เจือมีความชำนาญมาก ท่านเคาะเบี้ยแก้เป็นประจำมานานไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้ว จนปัจจุบันท่านรับภาระทำเบี้ยแก้แทนหลวงปู่ได้ขลังและเป็นที่รู้จักกันดี ทั่วไป

เมื่อหุ้มตะกั่วแล้วผู้ทำเบี้ยจะต้องนำเบี้ยแก้ที่หุ้ม นั้นไปหาหลวงปู่อีกครั้ง ถวายให้ท่านลงจารอักขระบนตะกั่วที่ห่อหุ้มเบี้ยเอาไว้ บางรายก็เอาผ้าแดงผืนเล็ก ๆ ให้หลวงปู่ลงยันต์ให้ด้วยก็มี พอท่านจารเสร็จก็จะปลุกเสกให้ บางทีท่านอาจให้มารับวันหลัง บางทีท่านก็จะปลุกเสกให้เดี๋ยวนั้น

หลังจากหลวงปู่ปลุกเสกและจารอักขระให้เสร็จก็เป็นอันว่า เสร็จเรียบร้อย แต่ส่วนใหญ่จะนำเอาเบี้ยแก้ที่ปลุกเสกเสร็จแล้วกลับไปหา “สมุห์เจือ” อีกครั้งหนึ่งเพื่อขอให้ท่านถักเชือกหุ้มห่อหอยเบี้ยแก้ให้ ซึ่งพระสมุห์เจือมีฝีมือการถักเป็นเยี่ยมมาก ภายหลังท่านถักไม่ไหวเพราะมีมาก จึงมอบให้พระพีระ อภิวัฒโน ช่วยถัก ซึ่งมีฝีมืองดงามพอ ๆ กัน เพราะท่านเป็นพระอารมณ์เย็นทำได้ประณีตบรรจง แต่ปัจจุบันนี้ทั้งสององค์นี้มีภาระมากเกินจะทำให้ได้

เบี้ยแก้ที่ถักมักจะใส่ห่วงทองแดงสำหรับคล้อง มีรูร้อยเชือกแบบห่วงคู่ ภายหลังมีห่วง สแตนเลสอย่างดีจึงเป็นข้อสังเกตได้ว่า รุ่นแรก ๆ มักจะเป็นห่วงทองแดง ส่วนรุ่นหลัง ๆ มักจะเป็นสแตนเลส แต่รุ่นหลัง ๆ ที่ใช้ทองแดงก็มีเหมือนกัน ส่วนบางท่านยึดเอาเป็นข้อพิจารณาว่าของหลวงปู่บุญเป็นห่วงทองแดง หลวงปู่เพิ่มเป็นห่วงสแตนเลสทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น

การลงอักขระบนตัวหอยเบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่มรุ่นแรก ๆ จะมีความคล้ายคลึงกับหลวงปู่บุญ กล่าวคือท่านจะลง “เฑาว์มหาอุตม์” “เฑาะว์มหาพรหม” (ขึ้นยอด) และ “อัง” เอาไว้บนหลังเบี้ย ส่วนใต้ท้องเบี้ยจะลง “พุทธซ้อน” ต่อมาภายหลังท่านสายตาไม่ค่อยดี ท่านมักจะลงเฉพาะส่วนหลังเบี้ยเท่านั้น ข้อนี้พอจะจำแนกเบี้ยรุ่นแรก ๆ กับรุ่นหลัง ๆ ได้ค่อนข้างแน่นอน

การลงรักหรือยางมะพลับนั้นอยู่ที่ผู้ทำเบี้ยแก้ว่าชอบ อย่างใด มักจะทำอย่างนั้น บางรายไม่ลงรักหรือยางมะพลับแต่เอาไปทาเคลือบน้ำมัน “ซิกมาว่า” ก็มี “ยูริเทน” ก็มี สิ่งเหล่านี้เอาเป็นข้อยุติมิได้แน่นอน

ในระหว่างนี้มีคนเริ่มแสวงหาเบี้ยแก้ของ “หลวงปู่เพิ่ม” กันจำนวนมาก ผู้เขียนก็ขอให้สังเกตไว้ว่า การดูหรือพิจารณานั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะของปลอมทำขึ้นเหมือนของแท้ และของแท้ส่วนใหญ่เจ้าของที่ได้รับจากหลวงปู่เอาไว้นั้นโดยมากแล้วก็จะมี ประจำตัวกันคนละ 1-2 ตัวเป็นอย่างมาก จึงยากที่จะให้กันได้ง่าย ๆ จึงขอให้ระมัดระวังทั้งฟังด้วยหูและดูด้วยตาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ

การอาราธนาเบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม เรื่องนี้ผู้เขียนเคยสอบถามท่านไว้ท่านบอกว่าให้รำลึกถึงพระคุณพระธรรม พระสงฆ์ และหลวงปู่บุญอาจารย์ของท่านเป็นที่ตั้งและระมัดระวังตนอย่าประมาท เพียงเท่านี้เองไม่มีอะไรพิสดารแปลกไปกว่านี้ ท่านกล่าวว่าของศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่จิตใจคือการยึดมั่นถือมั่น และดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดี บารมีคุณพระจึงจะปกป้องคุ้มครอง และดลบันดาลให้มีแต่ความสุขความเจริญ แต่หากปฏิบัติตนไม่เหมาะสมไม่อยู่ในศีลธรรมคุณพระย่อมไม่คุ้มครองแน่นอน

บารมีเบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่มมีประสบการณ์มาก มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนนครชัยศรีและในแวดวงของศิษย์หลวงปู่แต่ละท่านจึงมีความเชื่อมั่น ในเบี้ยแก้ของหลวงปู่มาก ถึงแม้บางรายพยายามจะหาเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญแต่เมื่อหาไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้เบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่มแทนได้สบายมาก

เรื่องที่ผู้เขียนฟังมามากต่อมากเกี่ยวกับอภินิหารเบี้ย แก้ของหลวงปู่เพิ่มนั้นเป็นเรื่องที่ผู้อื่นประสบพบเห็นทั้งสิ้น จึงจะไม่ขอกล่าวถึงแต่จะขอเล่าเฉพาะประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยประสบแต่เพียง ครั้งเดียวก็คงจะพอสำหรับยืนยันเรื่องฤตยานุภาพของเบี้ยแก้หลวงปู่ได้เป็น อย่างดี

ประมาณกลางเดือนกันยายน พ.ศ. 2518 ผู้เขียนยังเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนจารุพาณิชย์ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ มีหน้าที่เป็นครูประจำชั้นและสอนชั้นเรียนของนักเรียนพาณิชย์ปีที่สาม ในห้องเรียนนั้นมีทั้งนักเรียนชายและหญิงเรียนรวมกันแบบสหศึกษา วันที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นช่วงเช้า นักเรียนมาเรียนเป็นปกติ และมีนักเรียนในห้องขาดไป 3 คน ขณะที่ผู้เขียนกำลังสอนหนังสืออยู่ก็มีเด็กนักเรียนชายรายงานตัวและบอกว่ามี เพื่อนร่วมห้องเรียน (ขอสงวนชื่อ) ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงหลบนั่งอยู่ในร้านกาแฟปากซอยโรงเรียน

ผู้เขียนได้ยินดังนั้นความเป็นครูซึ่งอยากจะให้นักเรียน ได้ดีก็วูบขึ้นมา รีบผละจากห้องเรียนในใจนึกว่าเด็กหญิงคนนั้นคงเกเรหลบหนีการเรียน รีบเดินออกไปปากซอยในมือถือไม้เรียวไปด้วยหนึ่งอัน เผื่อว่าดื้อแพ่งก็เล่นงานกันทันที

ผู้เขียนเดินไปถึงร้านกาแฟปากซอย ก็พบนักเรียนคนนั้นจริง ๆ กำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟ ผู้เขียนจึงส่งเสียงเรียกดัง ๆ และสำทับว่า “เข้าโรงเรียนเดี๋ยวนี้” แต่เธอนั่งนิ่งเฉย ๆ เหมือนไม่ได้ยิน สังเกตดูดวงตาเหม่อลอย ผู้เขียนนึกแปลกจึงเข้าไปใกล้ ๆ  เรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ กัน 2-3 ครั้ง แต่เธอก็ไม่รู้สึกตัวคงนั่งเหม่อลอยเช่นเดิม ลักษณะดังกล่าวผู้เขียนทราบได้ในขณะนั้นว่าคงเกิดเหตุผิดปกติแน่  จึงเอามือเขย่าตัวเธอดูค่อย ๆ ท่ามกลางสายตาที่มองมายังผู้เขียนนั้นเหม่อลอยเหมือนคนไม่รู้จัก ผู้เขียนพยายามจับเธอลุกขึ้นเธอก็ลุกขึ้นและจูงให้เดินตามเข้าโรงเรียน เธอก็เดินตามไม่ขัดขืนเสียงชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา แต่ผู้เขียนไม่สนใจพยายามเอาเธอเข้าไปในโรงเรียนเสียก่อนเรื่องอื่นค่อยว่า กันทีหลัง

หลังจากเข้าไปนั่งในโรงเรียนแล้ว บรรดาเพื่อนครูก็มาดูกันหลายคนลงความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา แต่สรุปได้ว่า “โรคประสาท” จึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่ทำงานของบิดาเด็กหญิงคนนั้นให้มารับกลับไป ส่วนจะให้รักษากันที่ไหนอย่างไรก็คงต้องให้บิดามารดาเด็กเป็นผู้ตัดสินใจเอา เอง

นานทีเดียวที่ผู้เขียนติดตามถึงเด็กหญิงคนนั้นอยู่เสมอ ๆ บิดาของเธอพาไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแต่อาการไม่ดีขึ้น มีสภาพทุกอย่างเหมือนเดิม คือไม่พูดอะไรเลยได้แต่มองไปอย่างเหม่อลอย กินอาหารเหมือนปกติและนอนหลับตามเวลา จนทางโรงพยาบาลส่งเธอกลับบ้าน ทางมารดาของเด็กหญิงผู้นั้นจึงหาวิธีการรักษาใหม่ โดยไปหาพระหมอดูทั้งทางนอกทางในดูว่าเธอเป็นอะไรกันแน่ บางรายก็ว่าผีเข้า บางแห่งก็ว่าถูกกระทำก็มี ถูกทำเสน่ห์ก็มาก ในระหว่างที่เธอมาอยู่บ้านนี้เองผู้เขียนมีเวลาว่างก็มักจะแวะไปเยี่ยมเยียน เธออยู่เสมอ ดูเหมือนอาการจะหนักขึ้น เพราะใบหน้าเริ่มดำคล้ำเครียดเคร่ง แต่ทุกอย่างทางอากัปกริยานั้นเหมือนเดิม สังเกตดูในคอของเธอมีสายสิญจน์คล้องเอาไว้ ที่ข้อมือมีด้ายสีต่าง ๆ พันไว้มากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนมิได้ช่วยอาการของเธอให้ดีขึ้นมาแต่น้อย

เพื่อนนักเรียนร่วมห้องเรียนของเธอเกือบลืมเธอไป เพราะมันนานกว่า 4 เดือนไปแล้ว ผู้เขียนเป็นครูประจำชั้นของเธอจึงไม่อาจลืมเลือนไปได้ หมั่นแวะเวียนไปดูเธออยู่เสมอ ๆ

ต้นเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 นานกว่า 5 เดือนผ่านไป เด็กหญิงคนนั้นอาการยังไม่เปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายวัดหลายสำนักที่พ่อแม่ของ เธอพาไปรักษา ทั้งรดน้ำมนต์ เป่าด้วยเวทมนตร์ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น วันนั้นผู้เขียนไปเยี่ยมดูแลเธออีกครั้ง ขณะสนทนากับบิดาของเธอก็พลันนึกอย่างไรไม่ทราบพูดขึ้นมาเฉย ๆ ว่า “ทดลองดูเบี้ยแก้ของหลวงปู่ที่ผมนับถือท่านดูบ้างไหม” บิดาของเธอได้ยินแล้วก็ไม่รู้สึกว่าจะตื่นเต้นหรือยินดีอย่างไรเพราะเขาคง ผ่านพระผ่านวัดที่ไปรักษามามากแล้ว จนไม่มีความหวังกับอะไรทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงว่าต่อไปว่า “ลองดูเถอะครับไม่หายก็ไม่เป็นไร” ว่าแล้วผู้เขียนก็เอาเบี้ยแก้ที่คาดอยู่ที่เอวออกมาเดินไปหาขันน้ำตักน้ำ เต็มขัน อาราธนาถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม แล้วก็เอาเบี้ยแก้แช่ไว้ในน้ำสักครู่หนึ่งก็เอาเบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่มขึ้น มาคาดเอวไว้อย่างเก่า เอาน้ำในขันส่งให้บิดาของเธอบอกว่าเก็บเอาไว้กินไว้อาบ

วันรุ่งขึ้นบิดาของเด็กหญิงผู้นั้นไปพบกับผู้เขียนที่ โรงเรียน รายงานว่าได้ให้น้ำมนต์เบี้ยแก้แก่ลูกสาวของเขากินและอาบไปแล้ว เมื่อเช้าวันนี้อาการดูดีขึ้นมีการยิ้มกับมารดาของเขา ทั้งที่นานกว่า 5 เดือนมาแล้ว ผู้เขียนได้ฟังแล้วก็ดีใจจนเนื้อเต้น เพราะทำให้เธอดีขึ้นจึงบอกกับบิดาของเธอว่าให้ทำน้ำมนต์เบี้ยแก้เอาไปอีก บิดาของเธอก็กลับบอกกับผู้เขียนว่า อยากจะขอยืม “เบี้ยแก้หลวงปู่” ไปเสียเลย ผู้เขียนก็ลังเลใจเพราะเบี้ยแก้ตัวนี้เป็นของประจำตัวทำไว้ตอนบวชกับหลวงปู่ และมีกับเขาอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจึงตอบปฏิเสธไปว่าเห็นจะไม่ได้ แต่ยินดีจะพาไปทำ “เบี้ยแก้” ตัวใหม่ให้ เพราะตอนนั้นหลวงปู่ยังแข็งแรงดีสามารถทำได้

ตกลงกันได้ ดังนั้นบิดาของเด็กหญิงผู้นั้นก็รีบชวนผู้เขียนไปกันในตอนเย็นวันนั้นทันที ผู้เขียนก็จัดแจงหาวัสดุต่าง ๆ และกราบขอเมตตาหลวงปู่ทำให้จนเสร็จเรียบร้อยก็ใกล้ค่ำมอบให้ไปโดยไม่ได้ถัก เชือก บอกให้ไปเลี่ยมพลาสติกเพราะถ้าจะถักเชือกต้องคอยอีกนาน ผู้เขียนกำชับไปว่าเมื่อได้เบี้ยแก้แล้วให้เอาไปทำน้ำมนต์แบบที่ผู้เขียนทำ ในวันนั้น แล้วเอาเบี้ยแก้เลี่ยมพลาสติก แขวนคอใส่ไว้ให้ด้วย

จากนั้นอีกไม่กี่วัน เด็กหญิงคนที่เป็นลูกศิษย์ของผู้เขียนซึ่งมีอาการดังกล่าวมานานถึงกว่า 5 เดือน ก็มาโรงเรียนพร้อมด้วยบิดา – มารดาของเขา เพื่อมาขอบคุณผู้เขียนและติดต่อเรื่องการเรียนต่อ อาการทุกอย่างของเธอหายเป็นปกติอย่างอัศจรรย์ บิดาของเธอเล่าว่าวันที่ได้เบี้ยแก้จากหลวงปู่เพิ่มกลับไปก็ไปทำน้ำมนต์ให้ อาบให้กินในคืนวันนั้น แล้วก็เอาผ้ามาห่อเบี้ยแก้แขวนคอลูกสาว พอวันรุ่งขึ้นอาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนหายดีเพียงเวลาไม่กี่วัน จึงได้เอาเบี้ยแก้ไปทำตลับทองใส่ให้ติดตัวมาในวันนั้น

ผู้เขียนถามเด็กที่เป็นลูกศิษย์ว่า ระหว่างที่เป็นอยู่มีความรู้สึกอย่างไร เธอเล่าว่าไม่รู้สึกอะไรเลย เพิ่งมาได้สติไม่กี่วันมานี้เหมือนกับนอนหลับเพิ่งตื่น ส่วนสาเหตุที่เป็นนั้นไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

เหตุการณ์อันอัศจรรย์นี้ผู้เขียนได้พบเห็นมาโดยตนเอง นับว่าเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง และได้นำไปเล่าให้หลวงปู่เพิ่มฟังเพื่อถามท่านว่า เด็กหญิงคนนั้นเป็นอะไรกันแน่  หลวงปู่ฟังผู้เขียนเล่าและถามแล้วท่านก็ไม่ตอบว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ เท่านั้น

เรื่องเบี้ยแก้ของหลวงปู่มีอภินิหารนั้นมีมากจริง ๆ เล่ากันมากมาย แต่ขอนำเอาเสนอเพียงเหตุการณ์ที่ประสบกับผู้เขียนด้วยตนเอง เฉพาะเรื่องนี้ก็คงจะยืนยันถึงบารมีความศักดิ์สิทธิ์ “เบี้ยแก้” หลวงปู่ได้เป็นอย่างดี
วัดกลางบางแก้ว ๑๑๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลนครชัยศรี  อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
รหัสไปรษณีย์ ๗๓๑๒๐ ริมแม่น้ำท่าจีน
© 2010 Copyrigth. Watkbk.com All rigths reserved.