หน้าแรก 
 ประวัติวัดกลางบางแก้ว 
 ประวัติเจ้าอาวาส 
พระพุทธวิถีนายก (บุญ)
พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม)
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล (เจือ)
พระครูสถิตบุญเขต
 สถานที่สำคัญภายในวัด 
หอพระไตรปิฎก
พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีฯ
อุโสถวัดกลางบางแก้ว
 กระดานสนทนา 
 แผนที่วัด 
“หลวงปู่คือผู้บริสุทธิ์ศีล
หลวงปู่คือผู้ ปฏิบัติธรรมเป็นอาจิณ
หลวงปู่สิ้น ไปสู่สุด หยุดเวียนวน”
“หลวงปู่เพิ่ม” เป็นพระเถระผู้มีกรรมฐานเป็นชีวิตตลอดอายุอันยาวนานถึง 98 ปี ท่านเป็นสานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่บุญและอยู่ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่บุญ

เมื่อท่านมีอายุเพียง 8 ปี ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยติดต่อตลอดมาจนหลวงปู่บุญมรณภาพ รวมเวลาที่ท่านอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่บุญนานถึง 39 ปี ตลอดเวลาอันยาวนานนั้น ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนเวทวิทยาคมต่าง ๆ ไว้มากมาย

ท่านมีชีวิตในเพศบรรพชิตนานถึง 90 ปี บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยศีลและสมาธิเป็นนิจ ปัญญาธรรมของท่านจึงเจิดจ้าแจ่มใสมีแต่ความเมตตาธรรม หมดสิ้นด้วยกิเลสตัณหานานาประการ ใครเคยพบเห็นท่านแล้วจะต้องได้รับแต่ความเยือกเย็นชุ่มชื่นใจอย่างน่า ประหลาดและซาบซึ้งตรึงใจไปนานเท่านาน ท่านไม่เคยมี โลภะ โทสะ โมหะ แจ่มใสด้วยดวงจิตบริสุทธิ์ตลอดเวลา ใครเคยเห็นเคยพบท่านทุกคนจะทราบประจักษ์แจ้งว่า ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องจริง ส่วนน้อยของกิตติคุณที่ท่านมีอยู่

“พระเถระผู้บริสุทธิ์ด้วยศีล” เช่น หลวงปู่เพิ่มหาได้ยาก ใน พ.ศ. ที่ผ่านมา พ.ศ. นี้ และ พ.ศ. ข้างหน้า ในเวลา 90 ปี ที่ท่านอยู่ในเพศบรรพชิต ศีลและสมาธิได้เผาผลาญกิเลสของท่านจนหมดสิ้น คงไว้แต่ปัญญาธรรมและดวงจิตที่บริสุทธิ์ การสร้างอิทธิวัตถุของท่านจึงมีพลังจากจิตอธิษฐานที่บริสุทธิ์ ย่อมมีอำนาจผนวกกับวิชาที่ท่านมีและญาณหยั่งรู้อันสูงส่ง วัตถุมงคลของท่านจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ท่านไม่เคยคุ้ยโม้โอ้อวด ไม่เคยบอกว่าของของท่านดี ท่านมักจะกล่าวอยู่แต่อย่างเดียวเสมอ ๆ ว่า “เก็บ ไว้ให้ดีนะจ๊ะ”
หลวงปู่เป็นพระผู้เจรจาไพเราะ อ่อนหวาน นิ่มนวล สำเนียงของท่านมีแววความเมตตาผสานเอาไว้ท่วมท้น ฟังแล้วชุ่มชื่นใจ ใคร ๆ สนทนากับท่านแล้วก็รัก นับถือท่านอย่างประหลาด พูดง่าย ๆ ตามประสาชาวบ้านก็ว่า “ท่านน่ารักมาก”

ท่านให้แต่ธรรมและความเยือกเย็นแก่ทุกคน แม้กระทั่งแมว หมา เดินพันแข้งพันขา ท่านก็หลบหลีก อุ้มไปวางไว้ไม่เคยตีเคยปัด พูดกับสัตว์เหล่านั้นด้วยความไพเราะเหมือนกับเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ด้วยกัน ท่านให้เหตุผลว่า เขามีทุกข์มีเคราะห์มากกว่าเรา จึงต้องเกิดมาเป็นสัตว์ อย่าไปเบียดเบียนรังแกเขาเลย ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า "ท่านรู้ไหมว่าสัตว์ต่าง ๆ แมว หมา เป็นต้น บางทีเป็นบรรพบุรุษของเรามาเกิดและพวกเราหากมีบาปมีเคราะห์ต่อไปอาจไปเกิด แบบเขาก็ได้ หลวงปู่เก่า (ท่านหมายถึงหลวงปู่บุญ) ท่านเคยชี้ให้ดูหมาในวัดว่าตัวนั้นชื่อนางนั่น ตัวนี้ชื่อนายนี่ บ้านอยู่แถบแม่น้ำมาเกิด ฉันเคยสังเกตดูเวลาลูกหลานของคนที่หลวงปู่เก่าท่านบอกว่ามาเกิดเป็นหมาตัว นั้นตัวนี้มาทำบุญที่วัด มันก็เข้าไปคลอเคลียกับลูกหลานที่มาทำบุญ ดูแล้วเห็นจะเป็นเรื่องจริง เรื่องแบบนี้หลวงปู่เก่าท่านชำนาญมองเห็นภพเห็นชาติของสรรพสัตว์ต่าง ๆ"

หลวงปู่เป็นพระที่ละอย่างเดียว ใครถวายของอะไรท่านแล้วท่านไม่สนใจ เมื่อมีพระมาคุยกับท่าน ท่านจะถวายต่อไป อาหารต่าง ๆ ก็คนที่มาถวายท่านจะแบ่งถวายไปให้พระองค์อื่น ๆ พวกของแห้งของใช้ท่านให้ผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่เอาไว้ใช้แต่สิ่งจำเป็นเท่านั้น โดยเฉพาะอาหาร ท่านฉันแต่ของแห้ง ๆ และของเจท่านชอบเป็นพิเศษโดยเฉพาะเต้าหู้แต่ท่านก็มิใช่จะเลือกฉัน ใครถวายอะไรท่านก็ฉันมากบ้างน้อยบ้าง ท่านว่าเป็นพระต้องรับประเคน ใครจะทำบุญอะไรแล้วแต่เขาศรัทธา เป็นพระต้องละทั้งภายนอก และภายใน ภายนอกได้แก่สมบัติ ซึ่งเป็นของผลัดกันชม ไม่มีใครชมตลอดไป ตายไปแล้วคนอื่นก็มาชมกันต่อไปไม่จีรังยั่งยืน ของภายนอกเป็นการละอย่างง่าย ๆ ต้องทำให้ได้เสียก่อน ภายในได้แก่จิตใจ โลภะ โทสะ โมหะ ต้องละให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อละได้ความพอจะเกิดขึ้น เมื่อความพอมี ความสุขความปกติก็เกิด ท่านว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะพระจำเป็นต้องมี เพราะพระไม่จำเป็นต้องสะสม จะสะสมไว้ทำไมเพราะผมบนศีรษะก็ตัดแล้ว เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่าต้องตัดจากโลกภายนอก ต้องตัดให้ขาด

หลวงปู่มีธรรมะอยู่ในคำสนทนาเสมอ ใครเคยคุยกับท่านแล้วพิจารณาให้ดีจะมีประโยชน์มาก เพราะท่านจะแทรกธรรมปรัชญาไว้ทุกบททุกตอน ในแง่มุมต่าง ๆ กัน ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่า หลวงปู่เพิ่มท่านไม่เคยรู้ว่าหนัง ละคร ลิเก เขาเล่นหรือแสดงกันอย่างไร ท่านเคยถามผู้เขียนครั้งหนึ่งตอนที่วัดมีงานมีการละเล่นหลายอย่างว่า “หนัง” เป็นอย่างไร “ลิเก” เขาเล่นกันอย่างไร ทำไมคนชอบดูเหตุที่ท่านไม่รู้จักเพราะท่านไม่เคยลงจากกุฏิมาดูเลยแม้แต่ ครั้งเดียวตลอดชีวิต 98 ปีของท่าน ถึงแม้จะมีงานในวัดก็ตาม

ครับท่านละแล้วทั้งสิ้นเพื่อการปฏิบัติเยี่ยงพระสงฆ์ผู้ ดำเนินรอยตามพุทธองค์โดยแท้

หลวงปู่เพิ่มท่านมีกระแสแห่งญาณหยั่งรู้อันลึกซึ้งด้วย การบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลาช้านาน ดูเหมือนอำนาจหยั่งรู้ของท่านจะแก่กล้ามากเป็นทวี เพียงแต่ว่าบางอย่างท่านจะพูดหรือไม่เท่านั้น การเจรจาของท่านบางครั้งก็เป็นปริศนาทางธรรม หากฟังแล้วนำไปขบคิดก็จะพบว่าท่านมีความลึกซึ้งในทางธรรมยากที่จะหาผู้ใด เสมอเหมือน ความเมตตาอันล้ำลึกของท่านอยู่ที่รอยยิ้มและความเยือกเย็นนุ่มนวล ทำให้ผู้พบเห็นท่านมีแต่ความฉ่ำชื่นใจไม่รู้คลาย

นับได้ว่า อำนาจความหยั่งรู้ทางบารมีญาณของหลวงปู่เพิ่ม ท่านมีความแจ่มชัดและแม่นยำมากทีเดียว สามารถชี้แนะและล่วงรู้ถึงกาลเบื้องหน้าได้อย่างถูกต้องไม่มีผิดพลาด

หลวงปู่ท่านมักเป็นผู้ถ่อมตนและสังวรอยู่ในศีลาจาร วัตรอย่างเคร่งครัด หากไม่ใกล้ชิดไม่สังเกตแล้วมักจะไม่ทราบความเป็นอริยะทางการปฏิบัติของท่าน ในทางธรรมะได้เลย
“หลวงปู่เพิ่ม” เป็นพระผู้มีความกตัญญูต่ออาจารย์เป็นที่สุดยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ การทำวัตรสวดมนต์ประจำวันของท่านจะต้องกระทำถึงสามแห่งด้วยกัน คือ ที่บูชาพระพุทธ ที่บูชาหลวงปู่บุญ และที่บูชาพระประจำตัวของท่าน ท่านทำของท่านเช่นนี้ตลอดอายุของท่านนานนับสิบปี ท่านปฏิบัติเช่นนี้มิมีขาดตกบกพร่อง บรรดาลูกศิษย์ของท่านทุกคนย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี

หากท่านผู้ใดเคยไปขอน้ำมนต์หรือขอพรศักดิ์สิทธิ์จากหลวง ปู่เพิ่มจะทราบว่าหลวงปู่เพิ่มท่านปฏิบัติอย่างไรและย่อมทราบว่าหลวงปู่ เพิ่มมีความถ่อมตนและกตเวทิตาต่อองค์อาจารย์ของท่านเป็นที่สุด กล่าวคือท่านจะให้คนที่ไปขอน้ำมนต์จากท่านไปจุดธูป เทียน ขอเอากับหลวงปู่บุญที่หน้าโต๊ะหมู่บูชารูปหลวงปู่บุญ ซึ่งอยู่บนกุฏิของท่าน ท่านจะบอกว่าให้ขอเอากับหลวงปู่บุญเถิด แล้วตักเอาน้ำมนต์ในตุ่มซึ่งวางไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชานั้น แล้วแต่ว่าต้องการสิ่งใดก็อธิษฐานเอากับหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มท่านปฏิบัติของท่านเช่นนี้เสมอมาตลอดชีวิต เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงกตเวทิตาคุณที่ท่านมีต่ออาจารย์ของท่าน ท่านเล่าว่าตุ่มน้ำมนต์ตุ่มนั้นเป็นน้ำมนต์ของหลวงปู่บุญ ซึ่งท่านเติมเอาไว้อยู่เสมอมิได้ขาด สืบต่อมาตั้งแต่เมื่อหลวงปู่บุญยังมีชีวิตอยู่ แม้ในปัจจุบันนี้น้ำมนต์ตุ่มนั้นทางวัดก็ยังคงรักษาเอาไว้ โดยเติมต่อไปมิได้ขาด มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสไปขอกันอยู่เสมอ ปรากฏว่ามีผู้นำไปใช้ในทางต่าง ๆ ได้ผลดี จึงมีผู้คนไปขอกันมิได้ว่างเว้น

ความเยือกเย็นของหลวงปู่เพิ่มเป็นที่ประทับใจผู้พบเห็น ท่านเสมอ น้ำเสียงการเจรจาของหลวงปู่ไพเราะและนิ่มนวล ท่านมักจะพูดด้วยถ้อยคำ “จ๊ะจ๋า” เสมอ ๆ แบบคนโบราณทั่วไป ตลอดเวลาที่ผู้เขียนพบเห็นท่านมาไม่เคยเห็นท่านมีอารมณ์โกรธหรือดุด่าว่า กล่าวใครเลยสักครั้งเดียว บางเรื่องบางอย่างที่มีคนไปเล่าให้ท่านฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะทำให้ท่านมีอารมณ์โกรธ แต่ท่านก็กลับยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมากท่านก็ว่า “ก็แล้วแต่เขาทำกัน เถิด”

ในระยะหลังที่หลวงปู่ชราภาพมาก ๆ มีคนไปกวนให้ท่านทำเบี้ยแก้กันมาก ท่านก็ไม่เคยบ่นว่าให้คนที่ไปหาต้องเสียใจ ใครเอามาท่านก็ทำให้ทุกรายจนบางทีกลางค่ำกลางคืนท่านก็ต้องนั่งทำเบี้ยแก้ ให้คนมากมาย จนหลัง ๆ ท่านจึงถามคนที่ไปทำว่าไปเอาชันโรงใต้ดินที่ไหนมากันมากมาย คนที่ไปทำก็บอกว่าไปเอาที่พระปลัดใบ จากนั้นก็เลยมอบตำราและถ่ายทอดวิชาให้พระปลัดใบไปทำต่อ เพราะบรรดาศิษย์ขอร้องท่านให้หยุดทำ เนื่องจากเห็นว่าท่านชราภาพมากแล้วยังต้องมาทรมานทำเบี้ยอีก ประกอบกับสายตาท่านก็ไม่ค่อยดี ต้องเพ่งต้องเล็งกว่าจะลงอักขระได้แต่ละตัวซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ท่านก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยว่าใคร
วัดกลางบางแก้ว
ตำบลนครชัยศรี  อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม  ริมแม่น้ำท่าจีน
© 2010 Copyrigth. Watkbk.com All rigths reserved.