หน้าแรก 
 ประวัติวัดกลางบางแก้ว 
 ประวัติเจ้าอาวาส 
พระพุทธวิถีนายก (บุญ)
พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม)
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล (เจือ)
พระครูสถิตบุญเขต
 สถานที่สำคัญภายในวัด 
หอพระไตรปิฎก
พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีฯ
อุโสถวัดกลางบางแก้ว
 กระดานสนทนา 
 แผนที่วัด 
ข่าวสารกิจกรรม
สมาชิก
   
ͼ :
ʼҹ :
ѤҪԡ |
 
   
ӹǹҪ
“ ยาจินดามณี หรือ ยาวาสนา ”
ตำรับแห่ง “ ยาจินดามณี ” เป็นตำรับที่ตกทอดมาถึงหลวงปู่บุญเป็นตำรับคู่มากับวัดกลางบางแก้ว นับเป็นตำรับเก่าแก่เล่ากันว่าเป็นตำรับของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา ฉบับที่มาอยู่วัดกลางแก้วเป็นตำรับสมุดข่อย ลงทองล่องชาดกล่าวเอาไว้ถึงกรรมวิธีการสร้างที่พิสดารและอานุภาพอัศจรรย์ อย่างยิ่ง

ก่อนอื่นขอความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนว่า “ ยาจินดามณี ” หรือ “ วาสนา ” นี้ชื่อเดิมตามตำรับนั้นเรียกว่า “ ยาจินดามณี ” และหากสังเกตสักเล็กน้อยจะเห็นว่าเป็น “ ยา ” ซึ่งในตำราได้กล่าวไว้ว่า ประกอบด้วยสมุนไพรอันมีคุณค่าทาง “ ยา ” ในตัวเองอยู่หลายอย่างหลายชนิดประกอบกันเข้าด้วยกรรมวิธีซึ่งใช้กระแสจิต ปลุกเสกด้วยอาคม และมีการเคล้าคลุกการตามขั้นตอนตามพิธีการที่กำหนดจึงจะบังเกิดเป็น “ ยาจินดามณี ”

“ ยาจินดามณี ” เป็นยาที่ทรงคุณวิเศษในทางบำบัดรักษาโรคร้ายนานาชนิดตลอดจนโรคอันเกิดจาก “ เคราะห์กรรม ” บันดาลให้เคลื่อนคลายหายและทุเลาเบาบางลงไป แม้กระทั่งยามจะสิ้นลมก็ยังมีโอกาสสั่งเสียบอกเล่าได้ ด้วยคุณวิเศษดังกล่าวนี้เอง เมื่อผู้ใดมีอยู่ หรือได้กินก็จัดว่าเป็นผู้มีวาสนาเพราะเป็นของทำยากหายากจึงเรียกกันว่า “ ยาวาสนา ” ซึ่งเป็นคำยกย่องเรียกกันภายหลังตามกิตติคุณอันวิเศษของ “ ยาจินดามณี ”

“ ยาก็คือยา ” การสร้างของหลวงปู่บุญในเรื่อง “ ยาจินดามณี ” นี้ ท่านสร้างขึ้นด้วยเจตจำนงหรือมีความประสงค์จะสร้างให้เป็น “ ยา ” ข้อนี้เป็นเป้าหมายสำคัญหรือหลักแห่งการสร้างอันสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงพบได้ว่า “ ยาจินดามณี ” ส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดกลม ๆ จากการปั้นเพื่อเป็น “ ยา ” สำหรับกิน แต่ก็มีอุปเท่ห์กล่าวไว้ว่าหากใช้ติดตัวก็เป็นเมตตามหานิยมหรืออมไว้ในปากก็เป็นเสน่ห์ในการพูดจา การปั้นเป็นเม็ดกลมเพื่อวัตถุประสงค์ในอุปเท่ห์หลังนี้ก็จัดเป็นของขลังคือ “ ลูกอม ” ได้เหมือนกัน
ยา จินดามณีส่วนใหญ่ที่สร้างจึงเป็นเม็ดกลม ๆ เสียเป็นส่วนมาก ส่วนที่เป็น “ องค์พระ ” ซึ่งเป็นพระเครื่องนั้นก็มีอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อย เกิดขึ้นจากการที่ศิษย์ของหลวงปู่ซึ่งร่วมพิธีทำยาอยู่ด้วย เอาแม่พิมพ์พระซึ่งมีอยู่กับวัดซึ่งหลวงปู่ใช้ทำพระเนื้อดิน เนื้อว่าน เนื้อผง องค์เล็ก ๆ มากดพิมพ์เป็นพระเครื่องกันเอาไว้โดยเลือกเอาพิมพ์เล็ก ๆ เพราะจะได้ไม่เปลืองยา มิได้จัดเป็นพิมพ์พิเศษเฉพาะเนื้อยาจินดามณีแต่ประการใด

“ยาจินดามณี” เป็นยาที่หลวงปู่สร้างขึ้นชนิดหนึ่งเพราะท่านเป็นผู้ชำนิชำนาญในทางสมุนไพร ใบยาและการแพทย์แผนโบราณสมัยนั้นใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะมาขอความเมตตาจาก ท่านในเรื่องยา นอกจากยาจินดามณีแล้ว ยังมียาที่ทรงคุณเป็นที่เลื่องชื่อของท่านอีกขนานหนึ่ง คือ “ยาวิเศษอนันตคุณ” ยาขนานนี้ท่านก็ประกอบขึ้นเก็บไว้เป็นประจำ เมื่อมีชาวบ้านเดือดร้อนด้วยโรคภัย ท่านพิจารณาว่าควรใช้ยาชนิดไหนท่านก็มอกให้ไป โดยเฉพาะ “ยาวิเศษอนันตคุณ” ซึ่งใช้แก้โรคต่างๆ ได้หลายโรค ท่านมักจะมีไว้ไม่ขาด

ดังนั้นนอกจากยา “ยาจินดามณี” แล้ว ท่านจะประกอบยาต่าง ไว้อีกหลายขนาน เป็นต้นว่า “ยารัตนวาโย” “ยาวิเศษอนันตคุณ” “ยาหอมเทพจิต” ล้วนแต่เป็นยาที่ประกอบด้วยสมุนไพรเป็นหลักทั้งสิ้น ท่านประกอบไว้ก็เพื่อช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านในทางโรคภัยไข้เจ็บเพราะสมัยก่อน การแพทย์ยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ ใครเจ็บป่วยมักจะไปหาพระที่ตนนับถือ เพื่อขอให้เป็นที่พึ่งพระเถระในยุคนั้น ถ้าเป็นเจ้าอาวาสก็มักจะต้องมีรอบความรู้ทางด้านสมุนไพรใบยาเอาไว้เพื่อช่วย สงเคราะห์ชาวบ้านนั่นเอง

กรรมวิธีการสร้าง ประกอบด้วยวิธีกรรมและเครื่องยา แยกเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นเครื่องยานั้นตามตำรับยาพรรณนาเอาไว้อย่างกว้างๆ ในเบื้องต้นของของตำราว่า

“จินดามณีโอสถพิพาสประกอบดอกคราด ดอกจันทน์เกสรบุษบัน เปราะหอมกำยาน โกฐสอ โกศเขมาทองน้ำประสาน เปลือกกุ่มชลธาร กรุงเขมาเท่ากัน ผสมแล้วตำบดพิมเสน ชะมด น้ำผึ้ง รวงรัน กฤษณา น้ำมะนาว น้ำมะเขือ ขื่ขดั้น ผสมยาเข้าด้วยกัน บดปั้นตากกิน เป้นยาวาสนา เลิศล้ำตำราในโลกแผ่นดิน อุปเท่ห์กล่าวไว้ ผู้ใดได้กิน จะสวัสดิ์โสภิณกว่าคนทั้งหลาย พัสดุ เงินทอง จักพูนกูลนอง กว่าโลกหญิงชายนำมาบูชาอหิวาต์ก็วิวาย ระงับอันตราย ทั้งสี่กิริยา โทษหนักเท่าหนัก มาตรแม้นประจักษ์ถึงกาลมรณา ถ้าแม้นใครกินซึ่งยาวาสนากลับน้อยถอยคลาเคลื่อนคลายหายเอย ”

นอกจากนี้ยังได้แยกเครื่องยาไว้อย่างละเอียดว่าสมุนไพร ชนิดใดจะเอาส่วนไหนประกอบกับอะไร บดเป็นผงละเอียด เคล้ากับตัวประสาน สมุนไพรนั้นมีมากมายหลายชนิด แยกออกเป็นสัดส่วนว่าส่วนไหนใช้เท่าใดและให้ลงหรือเสกด้วยคาถาอย่างไรบ้าง เมื่อปลุกเสกเครื่องยาแต่ละส่วนตามคาถาที่กำกับแล้วก็เอาเครื่องยามาประสม กันมีคาถาฤาษีประสมยาประกอบไว้อีกโสตหนึ่ง ในเรื่องสัดส่วนของสมุนไพร ตลอดจนสมุนไพร นอกจากที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นนั้น และพระคาถากำกับการเสกสมุนไพรมากมายหลายบท ผู้เขียนจะเว้นที่จะกล่าวถึงเพื่อรักษาตำรับของยาคู่ สำนักวัดกลางบางแก้วเดาไว้เพื่อเป็นของเฉพาะวัดกลางบางแก้วเป็นประเพณีสืบไป

จากนั้นท่านได้แจกแจงรายละเอียดเอาไว้ในส่วนการลงลูกหิน และแม่หิน ซึ่งจะใช้บดยาว่าแม่หินจะต้องลงอักขระเลขยันต์ชนิดหนึ่ง ลูกหินตัดบดจะต้องลงอักขระเลขยันต์อีกแบบหนึ่ง และมีคาถาประกอบขณะบดยาเพื่อให้ภาวนาบริกรรมขณะบดยาด้วย

การจัดพิธี ท่านให้เลือกเอาวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ซึ่งหากปีใดได้ราชาฤกษ์ หรือเพชรฤกษ์จัดว่าดีเยี่ยม ให้จัดเครื่องสังเวยเทวดา บัตรพลีต่าง ๆ รวมทั้งราชวัตรฉัตรธง ภายในพระอุโบสถและมีสายสิญจน์รอบพระอุโบสถแต่ละทิศให้ลงยันต์ประจำทิศด้วย ผ้าแดงเอาไว้ ด้านหน้าพระอุโบสถให้ลง ยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์จินดามณีประกอบไว้เป็นพิเศษด้วย เมื่อได้ฤกษ์ให้ชุมนุมเทวดา แล้วให้พระภิกษุ และฆราวาสที่ร่วมพิธีพร้อมกันโดยเฉพาะฆราวาสนั้น หากเป็นหญิงให้ใช้สาวพรหมจารีซึ่งรักษาศีลอุโบสถมาแล้ว ๓ วัน ส่วนชายก็ให้รักษาศีลอุโบสถเช่นเดียวกัน

ผู้ร่วมพิธีปั้นเม็ดยาจะต้องท่องคาถาปั้นเม็ดยาได้ เพื่อใช้ภาวนาตลอดระยะเวลาการปั้นเม็ดยา และยาที่ปั้นสำเร็จเป็นเม็ดในพิธีแล้วจะต้องนำไปปลุกเสกด้วยมนต์อีกอย่าง น้อย ๗ เสาร์ ๗ อังคาร

ตลอดชีวิตของหลวงปู่บุญ มีการสร้างยาจินดามณีเท่าที่สืบได้เพียง ๒ ครั้งเท่านั้น โดยญาติโยมได้ร่วมกันออกทุนซื้อหาเครื่องยามาถวายแล้วหลวงปู่จึงได้ทำพิธี สร้างขึ้น ครั้งหลังมี ครูหลอม ตรีเนตร เป็นกำลังสำคัญในการหาเครื่องยาและรวบรวมสมุนไพรให้หลวงปู่สร้างก่อน ท่านมรณภาพประมาณ ๒ ปี คือ ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ในครั้งนี้เล่าว่าผู้ได้ยาไปมากคือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ส่วนครั้งแรกนั้น สร้างห่างกันนานคาดว่าประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๕ หลังจากหลวงปู่บุญเป็นเจ้าอาวาส ๖ ปี

เม็ดยาที่สร้างครั้งแรกสังเกตว่าเม็ดค่อนข้างเล็ก เนื้อละเอียดมาก มีความแข็งตัว เนื้ออกสีน้ำตาบเข็มบ้างอ่อนบ้าง ข้อนี้ผู้เขียนได้พบในขวดโหลที่เหลือตกทอดมาที่หลวงปู่เพิ่ม

ส่วนที่สร้างครั้งหลังเนื้อหยาบว่าครั้งแรกเล็กน้อยแต่มี ความเข้มมากเช่นกัน สังเกตสีค่อนข้างจะดำคือน้ำตาลเข้มจนเกือบดำและขนาดเม็ดเฉลี่ยแล้วใหญ่กว่า การสร้างครั้งแรก ข้อนี้ผู้เขียนสังเกตจากยาที่เหลือตกทอดมาที่คุณลุงซ้ง ทยาพัชร ซึ่งได้มามากในครั้งนี้

“ ยาหลวงปู่แท้ ค้อนทุบไม่แตก ” ความจากคำพูดนี้เป็นการกล่าวกันของบรรดาศิษย์รุ่นเก่าแก่ของหลวงปู่ซึ่งพูด กันมาก หมายถึงว่า เม็ดยาจะต้องแข็งมาก ขนาดค้อนทุบแล้วไม่แตก แต่จะกระดอนกระเด็นไป ส่วนนี้ผู้เขียนได้เคยพิสูจน์มาครั้งเมื่อใกล้สิ้นชีวิต คุณลุงซ้ง ทยาพัชร เอายาจินดามณีมาให้ท่านกิน ผู้เขียนได้เป็นคนช่วยเอายามาฝนกับฝาละมี ฝานอยู่นานยาจึงสึกออกเจือกับน้ำกระสายเพียงเล็กน้อย แสดงว่ามีเนื้อแน่นและแข็งมาก ส่วนที่ว่าค้อนทุบไม่แตกนั้นผู้เขียนยังไม่เคยทดลอง ใครอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ก็ทดลองกันเอาเองเถอะ
อุปเท่ห์การใช้ยาจินดามณี

ก่อนใช้ยาท่านให้เสกยาด้วยคาถาดังนี้

“ จินดามณี ปิยังมันตัง ยะสังธาสังโกมัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตาปิตาวะ โอระสัง ปะโพตันจะ มหาราชา ตะวังมังโป สัตตุโนทีปัง กาเรเทโว สุโป เสทิกิญจิ เทโว เยสักโก ปัชชัง ทัสมิง กินเนวา ทัตวาปิยัง กันตัง สาริปุตโต ภวันตุเม สิทธิลาภัง ชนานะเย มณีจินดา ปิยัง จะธะนัง สัพเพชะนา พหูชะนา ปิยังมะมะ ”

นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงอานุภาพของการใช้ยาจินดามณีไว้ ดังนี้

หากใครได้รับประทานแล้วจะบันดาลให้เกิดสิริสวัสดีและลาภผล

หากบูชาเอาไว้จะป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แม้แต่อหิวาตกโรค

ผู้ใดมีไว้จะปราศจากอันตรายใด ๆ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน

ผู้ใดต้องโทษทัณฑ์ใด ๆ ก็บรรเทาเบาบางลงได้

ผู้ใดที่ป่วยหนักแม้แทบจะสิ้นชีวิต หาได้รับประทานยาจินดามณีแล้วก็จักรรอดตายฟื้นหายจากโรคนั้น ๆ

สำหรับวิธีการใช้ได้กล่าวไว้ในส่วนท้ายตำราของยกเอาเพียงบางส่วนดังนี้

ถ้าใช้รักษาอหิวาตกโรค หรือท้องเดิน ให้เอายอดทับทิมต้มผสมกับกานพลูแลน้ำปูนใสแล้วฝนเม็ดยาใส่ลงไป ดื่มรับประทานหายจากโรคแล

แก้โรคเสมหะดีขึ้น ให้ใช้ดีหมีผสมน้ำร้อนแล้วใส่ยาหอมจินดามณีฝนผสมลงไปรับประทาน

ถ้าเกิดคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลให้เอายาใส่น้ำเสกด้วย “ เอกัง จินดามณีมันตัง ” เป็นเมตตามหานิยมแล้วเอาน้ำประพรมศีรษะแล้วอมเม็ดยาไว้ตลอดเวลาจะชนะความ สิ้นแล และเป็นเมตตามหานิยมแก่คนทั้งปวง

ให้มีปัญญาดี เสกด้วยพระคาถานี้ ๓ จบ

“ ตะโตโส ปัณฑิโต ปีหิโล อัตถะ ทัสสีมะ โหสะโถ ” แล้วอมยา จะเล่าบ่นมนตร์คาถา สารพัดวิชาจำได้สิ้นที่ลืมหลงก็จะรำลึกได้แล

ให้เสกด้วย “ เอกัง จินดามณี นาคา มันตัง ” ไปในที่ไหน ๆ งูมิกัด

ให้ภาวนาด้วย “ อุ อา กะ สะ ” ทำไร่ทำนาทำการงานมิรู้เหน็ดเหนื่อยแล

ให้ภาวนาด้วย “ บทยันทุนนิมิตตัง อามังคะ สัญจะ ๆ ” จบหนึ่งเอายาติดตัวไว้จะกลับลางนิมิตร้ายให้กลายเป็นดีแล

ให้อมเม็ดยาเอาไว้แล้วนั่งเหนือลม ภาวนาว่า “ อิตถี จิตตัง ปิยัง มะมะ ”หญิงคนรักจะรักและหลงเรามิหนีห่างกายไปไหนได้เลยแล

เมื่อจะเดินทางไปสารทิศไหน เข้าหาเจ้านายผู้ใหญ่ให้เอายาแช่น้ำ ใช้น้ำมนต์สระหัว อมเม็ดยาและภาวนาว่า “ สัตถาเทวะมนุสานัง พุทโธภะคะวาติ ” ๗ ครั้งผู้ใหญ่ เจ้านายหายโกรธช่วยเหลือเราทุกทางแล

ถ้าเผอิญด้วยหมู่ศัตรูคิดร้ายให้อมเม็ดยาแล้วภาวนาว่า “ พามานา อุ กะ สะ นะ ทุ ” ๘ คาบ ชนะศัตรู ศัตรูทำร้ายเรามิได้ แคล้วคลาดสารพัดแล

เอาเม็ดยาติดตัวไว้ป้องกันสรรพโรคภัย ป้องกันเสนียดจังไร กันยายีด้วยคุณไสย คุณผี คุณคน สารพัดพิษ ผิดสำแดง เมื่อต้องยาเบื่อยาเมา เอารากมะนาวหนึ่ง มะปรางหนึ่ง หัวหนุมานกระทืบแท่นหนึ่ง ฝนทำน้ำกระสายกินเถิดมิเป็นไร อย่าประมาทเลย เคยแก้ยาสั่งมาแล้วถ้าติดเม็ดยากับตัวไปมิต้องเราเลยแล

ให้มีเม็ดยาติดตน ถึงคราวอับจนจะได้ใช้ ตามืดหูมืดได้ใช้ทุกเมื่อ มีอำนาจวิเศษ คุณมากนัก ตีค่าไว้ถึง ๘ ตำลึงทองแล
“ ยาจินดามณี ” นอกจากจะเป็นยาใช้บำบัดรักษาโรคอันมีอานุภาพอัศจรรย์แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นของขลังที่มีพุทธานุภาพอย่างยิ่ง เหตุที่เรียกว่ามี “ พุทธานุภาพ ” ก็เนื่องจากการประกอบยาจินดามณีทุกขั้นทุกตอนนั้นประกอบขึ้นด้วยพุทธมนต์ของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นการประกอบในพระอุโบสถเบื้องหน้าองค์พระประธานอันเป็นสัญลักษณ์ของพระ พุทธองค์เป็นสำคัญเหตุที่ “ ยาจินดามณี ” โด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้นก็สืบเนื่องจาก “ ยาจินดามณี ” มีประสบการณ์จากผู้ที่นำไปใช้มากมายได้ผลดีจนแทบไม่น่าเชื่อนั่นเอง ยาจินดามณีของหลวงปู่บุญ ผู้ที่นำไปใช้ในทางต่าง ๆ ล้วนแต่มีเรื่องเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์ที่แปลก ๆ มากมาย ผู้เขียนได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้นมาตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ และจำความได้ติดตาตรึงใจอยู่เสมอ

ในสมัยอดีต คนนครชัยศรีเรียก “ ยาจินดามณี ” หลวงปู่บุญ “ ยาหอมหลวงปู่บุญ ” ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่ายาดังกล่าวนั้น หมายถึงยาจินดามณี หรือ “ ยาวาสนาเม็ดดำ ” นั่นเอง สมัยนั้นจะหาคนเรียกชื่อว่ายาจินดามณีมีน้อยเหลือเกิน ส่วนใหญ่พอกล่าวว่า “ ยาหอมหลวงปู่บุญ ” ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดี แม้กระทั่งหลวงปู่เพิ่มเองท่านก็เรียกว่า “ ยาหอมหลวงปู่บุญ ” เมื่อคราวที่ผู้เขียนไปลาสิกขากับท่าน ท่านหยิบเอาพระพิมพ์นาคปรกเล็กมาส่งให้ผู้เขียนองค์หนึ่ง แล้วท่านก็บอกว่า

“ เก็บไว้ให้ดีน่ะ นี่เป็นพระยาหอมของหลวงปู่เก่า ”

ด้วยบารมีและกระแสแห่งญาณอังแรงกล้าของหลวงปู่บุญซึ่ง สร้างยาจินดามณีขึ้น จึงทำให้ยาของหลวงปู่บุญมีความเข้มขลังลือชาปราก เป็นที่ต้องการและแสวงหากันมากขึ้น ในปัจจุบันนี้ ในขณะที่ของหรือเม็ดยาของท่านมีจำนวนเท่าเดิมและลดน้อยลงไป เนื่องจากบางส่วนคนได้นำไปใช้เป็นยาไปไม่น้อย จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ความต้องการก็แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางจึงทำให้ “ ของปลอม ” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ธรรมดาเมื่อความต้องการสูงแต่ของไม่มีก็ทำให้ผู้ที่ต้องการ แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งคอยหาจังหวะหาโอกาส “ ทำของปลอมแพร่ระบาดออกมา ” ผู้ที่ไม่รู้ไม่ทราบ ไม่เคยเห็นของแท้ก็หลงเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์ของนักฉกฉวยโอกาสไป ในที่สุด

ยาจินดามณีที่ปลอม

เริ่มแพร่ระบาดมาเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีนี้มานี้เองเพราะความต้องการมีอยู่สูง การกำหนดค่าเป็นราคาจึงสูงไปด้วยทำให้มีผู้ลงทุนทำของปลอมขึ้น เพื่อหลวอกลวงผู้เข้าใจผิด หรือผู้ที่มีความศรัทธาต้องการแต่ไม่มีความรู้ไมเคยเห็นของแท้มาก่อนทำให้ ต้องหลงงมงาย เสียเงินเช่าหาบูชากันเอาไว้ นำไปใช้ก็อาจไม่เกิดผลอะไร บางทีเอาไปกินหวังจะให้โรคหายก็อาจจะต้องตายไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ถ้าไม่กินยาก็อาจจะไม่ตาย เนื่องจากยาปลอมอาจจะมีสารพิษผสมผสานอยู่ด้วยจะโดยเจตนาของผู้ปลอมแปลงหรือไม่ก็ตาม

ของปลอมนั้นมีลักษณะพอจะจำแนกได้ ๓ ประการ คือ
  1. ยาจินดามณีปลอมโดยไม่มีส่วนสัดหรือยาประสมอยู่ด้วย เป็นการปลอมโดยเน้นลักษณะความเหมือนของสีและเนื้อของมวลสารเป็นสำคัญ

  2. ยาจินดามณีปลอมใช้สูตรยาใกล้เคียงของจริงนับ เป็นวิวัฒนาการขั้นที่ ๒ ของการปลอมยาจินดามณี เพราะการปลอมในวิธีที่ ๑ มีคนรู้กันมากขึ้น เนื่องจากได้เห็นของแท้มาแล้วตามที่กล่าวในข้อ ๑ จึงมีการพัฒนาการปลอมให้ใกล้เคียงมากขึ้น โดยนำเอาสมุนไพร เครื่องยาตามตำราที่ผู้เขียนเคยเอามาเปิดเผยเฉพาะในส่วนโองการหรืออุปเท่ห์ ซึ่ง บอกตัวยาไว้คร่าว ๆ ไม่ครบทุกอย่าง นักปลอมจึงนำเอาตัวยาเท่าที่ทราบไปปลอมยาขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างไดผลดีเพราะมวลสารใกล้เคียง สีและลักษณะทั่วไปเหมือนของแท้ กลิ่นนั้นถึงแม้จะไม่เหมือนนัก เพราะเขาไม่ทราบตัวกระสาย ตัวแปรสมุนไพรแต่ก็ขอยอมรับว่าใกล้เคียงมากทีเดียว แต่ถ้าพิจารณาเนื้อมวลสารและกลิ่นอย่างละเอียดรอบคอบ และใช้เวลาสักเล็กน้อยก็ทราบได้โดยไม่ยากมากนัก

  3. ยาจินดามณีของปลอมชนิดน่ากลัว การปลอมยาจินดามณีชนิดนี้จะเรียกว่า “ ของปลอม ” ก็ไม่ถูกนักเพราะไม่ใช่ของปลอมเสียทีเดียว เพียงแต่ว่ามิใช่ของหลวงปู่บุญ เนื่องจากนำเอายาจินดามณีซึ่งสร้างในภายหลังโดยหลวงปู่เพิ่มและพระปลัดใบ มาดัดแปลงเป็นยาของหลวงปู่บุญ เนื่องจากความต้องการยาจินดามณีมีมาก และคนหลงเข้าใจผิดไป เช่าบูชาของปลอม บางคนเอาของปลอมไปกินจึงน่าเป็นห่วงต่อสุขภาพและชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ทั้งของหลวงปู่บุญของแท้ก็ลดน้อยลงไปหาได้ยากยิ่งขึ้นในขณะที่ความต้องการยา จินดามณีมีอยู่มากมายทั่วไป การแสวงหา “ ยาจินดามณีของหลวงปู่บุญ ” ท่านยังมีโอกาสทำได้ แต่ต้องคอยจังหวะโอกาสและใช้วิจารณญาณที่รอบคอบ ประกอบด้วยเหตุผล และอาศัยความรอบรู้เป็นผู้ควบคุมตัวเองอยู่เสมอ แล้วท่านอาจจะโชคดีในวันหนึ่งเมื่อโอกาสและจังหวะมาถึงอย่างแน่นอน
อภินิหารและประสบการณ์ ยาจินดามณี

“ ยาจินดามณี ” นับเป็นยาที่มีคุณวิเศษโด่งดังของวัดกลางบางแก้วมาแต่อดีต เช่นเดียวกับยาอีกสองขนานของวัดกลางบางแก้วคือ “ ยาวิเศษอนันตคุณ ” และ “ ยารัตนวาโย ” แต่ยาสองขนานหลังนี้ไม่ค่อยมีคนรุ่นหลังรู้จักมากนัก เพราะไม่ได้สร้างขึ้นต่อเนื่องมาและแพร่หลาย เช่น “ จินดามณี ” หรือ “ ยาวาสนา ” ความจริงยาวิเศษอนันตคุณและรัตนวาโยนั้นก็มีคุณค่าความขลังเอาการทีเดียว ขนาดคนเป็นอัมพาตนอนมาเป็น ๕ – ๑๐ ปี กินเข้าไปแล้วยังสามารถหายเป็นปกติได้
วัดกลางบางแก้ว ๑๑๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลนครชัยศรี  อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
รหัสไปรษณีย์ ๗๓๑๒๐ ริมแม่น้ำท่าจีน
© 2010 Copyrigth. Watkbk.com All rigths reserved.